กรณีปราสาทพระวิหาร-จาตุรนต์ ฉายแสง

สิงหาคม 25th, 2010 § 0

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยเขียนบทความแสดงความ เห็นต่อกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผ่านบล็อก  http://chaturon.posterous.com/ โดยมีสาระสำคัญว่า

จากกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และความขัดแย้งแตกต่างระหว่างไทยกับกัมพูชาในเรื่องนี้ ทั้ง 2 ประเทศต่างฝ่ายต่างกำลังชี้แจงข้อมูลต่อสหประชาชาติ มีการเตรียมความพร้อมในการใช้กำลังทหารมากขึ้น  จนอาจพัฒนาไปสู่การสู้รบกันระหว่าง 2 ประเทศ

ไม่ว่าจะไปเวทีไหน การที่ไทยหวังจะขอความเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน หรือการที่ไทยจะคัดค้านการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารนั้น  คงต้องยอมรับว่าเลยขั้นตอนไปแล้ว  เมื่อปราสาทพระวิหารได้ รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วจะคัดค้านเรื่อยไป ไม่ให้มีแผนบริหารจัดการก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อีก รัฐบาลไทยคัดค้านแผนบริหารจัดการ โดยยืนยันว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทย หากจะมีแผนบริหารจัดการ  ก็ให้บริหารจัดการได้เพียงตัวปราสาท พื้นที่โดยรอบปราสาททั้งหมดไม่สามารถอยู่ในแผนบริหารจัดการได้

เฉพาะเรื่องแผน บริหารจัดการนี้จะครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน ถ้าดูตามคำพิจารณาของศาลโลกและการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษา ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  ก็จะเห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบ  เพราะไทย เคยปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกที่ให้เอาเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและ กำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทมาแล้ว การจะอ้างว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของไทยเพื่อคัดค้านแผนบริหาร จัดการนี้ก็คงจะไม่สำเร็จ

ที่ผ่านมาไทยกับกัมพูชา เช่นเดียวกับประเทศที่มีชายแดนติดต่อกันอีกจำนวนมาก เคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนมาเป็นเวลานาน เกิดการปะทะและสู้รบกันมาแล้วก็มี แต่ในที่สุดไทยกับกัมพูชาก็ตกลง ที่จะแก้ปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาปักปันเขตแดน เพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ ด้วยการเจรจาหารือ เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน โดยประเทศทั้ง 2 เอง       วันนี้กลับมาพูดเรื่องอาจจะต้องรบกัน กับการหาทางออกโดยอาศัยสหประชาชาติเข้ามาช่วย เราก้าวมาสู่จุดนี้กันได้อย่างไร

ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการปลุกกระแสชาตินิยม-คลั่งชาติ ที่หวังประโยชน์ทางการเมืองของพันธมิตรฯ  ที่มีการผสมโรงอย่างแข็งขันโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรค  รัฐบาลนี้ไม่ได้อธิบายข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้วิธีทำเป็นขึงขังขู่ว่าไทยอาจลาออกจากการเป็นกรรมการมรดก โลก  หรืออาจถึงขั้นลาออกจากภาคียูเนสโก ซึ่งมีแต่จะแสดงถึงความขาดวุฒิภาวะให้เป็นที่อับอายไปทั่ว

พันธมิตรและผู้สนับสนุนประกาศจุดยืนชัดเจนคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการ จัดทำแผนบริหารจัดการ  พวกเขายังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกบันทึกข้อตกลงหรือ MOU ปี 2543 เสีย  พร้อมๆกับเสนอให้รับบาลไทยใช้กำลังทหารขับไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาอยู่ใน พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรออกไป  พร้อมกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้ง หลายออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย » Read the rest of this entry «

Popularity: 15% [?]

ซีดีศอฉ.กับการปรองดอง

สิงหาคม 5th, 2010 § 0

หมายเหตุ:นายจาตุรนต์ ฉายแสงแสดงทัศนะต่อท่าทีของรัฐบาลในการเผยแพร่ซีดีล้อมปราบคณะเสื้อแดง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผ่านเว็บบล็อกส่วนตัวเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๓

ผมมีโอกาสดู CD ที่ ศอฉ.ผลิตขึ้นเพื่อจะใช้เผยแพร่ชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาและการดำเนินงานของศอฉ.แล้ว  รู้สึกน่าเศร้าใจและน่าเป็นห่วงเพราะเมื่อดู CD ชิ้นนี้แล้ว เนื้อหาที่ปรากฏใน CD นี้บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายกาจแบบสุดๆเลยทีเดียว

CD นี้ พยายามอธิบายว่าสิ่งที่รัฐบาลและศอฉ.ได้ทำไปนั้นดีเลิศประเสริฐศรีเพียงใด ส่วนการเคลื่อนไหวชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นชั่วช้าสามานย์ สมควรที่จะถูกทำลายล้างให้สิ้นซากไป

ภายใต้การใช้พรก.ฉุกเฉินที่ใช้อยู่ในขณะนี้  ศอฉ.สามารถใช้อำนาจตามพรก. ปิดสื่อต่างๆทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซด์ต่างๆและสื่ออื่นทุกชนิด ทั้งยังสามารถจับกุมคุมขัง ดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาอันไม่เป็นที่พึงปรารถนาของศอฉ. ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อเท็จจริงหรือการแสดงความเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล ด้วยข้ออ้างว่า เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นการบิดเบือนความเป็นจริง… สร้างความแตกแยกให้กับผู้คนในสังคม รวมทั้งการโกหก ใส่ร้าย และจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์

ในทางปฏิบัติ ศอฉ. ปิดสื่อต่างๆโดยพลการและไม่ได้ดำเนินคดีใดๆ ซึ่งสะท้อนความจริงว่าสื่อเหล่านั้นอาจไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ที่ถูกปิดก็เพราะเป็นสื่อของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเท่านั้น

จากการใช้อำนาจตามพรก.ฉุกเฉินดังกล่าว จึงอาจพูดได้ว่าในเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสารแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนนั้น คนเสื้อแดงและประชาชนผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล ถูกรัฐบาลและศอฉ.มัดมือชกอยู่ฝ่ายเดียว

รัฐบาลและศอฉ.ได้ใช้สื่อของรัฐเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร บิดเบือนข้อเท็จจริงปลุกระดมให้สังคมเกลียดชังประชาชนผู้ชุมนุม สร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังทหารเข้าปราบประชาชนอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน จนกระทั่งหลายฝ่ายต่างเห็นว่าการใช้สื่อของรัฐบาลปลุกระดมอยู่ฝ่ายเดียวอย่างนี้ มีแต่จะสร้างความแตกแยกในสังคมให้ลึกซึ้งรุนแรงยิ่งขึ้น

แต่ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ เดินสายพบผู้บริหารหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆเพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อ  พร้อมทั้งอวดอ้างว่ารัฐบาลกำลังเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่แตกต่างมาใช้สื่อของรัฐได้บ้าง ศอฉ.กลับกำลังจะเผยแพร่ CD ที่บิดเบือน ปลุกระดมอย่างเลวร้ายที่สุด จนทำให้ต้องตั้งคำถามว่า

รัฐบาลมีความจริงใจแค่ไหนที่จะทำให้สื่อของรัฐเป็นกลางมากขึ้น

รัฐบาลมีความจริงใจแค่ไหนที่จะปรองดอง

หรือรัฐบาลกำลังพูดอย่างทำอย่างในเรื่องนี้เหมือนกับที่พูดอย่างทำอย่างในอีกหลายๆเรื่อง

อยากเสนอให้รัฐบาลล้มเลิกความคิดที่จะเผยแพร่ CD บิดเบือน ปลุกระดม ชุดนี้เสีย

การสั่งปราบปรามประชาชน การทำให้คนบาดเจ็บ ล้มตายอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้นเป็นอาชญากรรม

การใช้สื่อรูปแบบต่างๆบิดเบือนความจริงเพื่อปลุกระดม สร้างความชอบธรรมให้กับการปราบประชาชน เพียงหวังเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากการเป็นอาชญากรผู้เข่นฆ่าประชาชนนั้น นอกจากจะไม่อาจช่วยให้พ้นความผิดได้แล้ว ยังจะเพิ่มความผิดร้ายแรงขึ้นอีกข้อหนึ่งคือ การปลุกปั่นให้คนในชาติเกลียดชังกัน ฆ่าฟันกัน ซึ่งก็คือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่นานาประเทศเขาไม่ยอมรับด้วย

ขอขอบพระคุณ http://chaturon.posterous.com

Popularity: 34% [?]

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:กรณีสวรรคต ร.๘ ทำไมไม่ใช่ปรีดี?

กรกฎาคม 22nd, 2010 § 0

หมายเหตุ: บทความสั้นๆนี้ ผมเขียนเสร็จตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (2553) แต่ไม่ได้โพสต์ที่ไหน (เดิมนึกว่าจะโพสต์วันที่ 9 มิถุนา แต่เปลี่ยนใจ) เอามาลองโพสต์เป็นประเดิมใน facebook นี้ ผมยังไม่ชินกับ facebook แต่เท่าที่สังเกต ดูเหมือนการปรับแต่งตัวอักษร คงจะไมยืดหยุ่นเท่ากับเว็บบอร์ด และในแง่การโพสต์ ถ้าเป็นข้อความยาวๆ เช่นบทความ อาจจะอ่านไม่สะดวกเท่าเว็บบอร์ด อันนี้เป็นเพียงข้อสังเกตของคนเพิ่งเล่นนะครับ ผิดพลาดขออภัย

อ้อ ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ผมพบคือ บางตัวพยัญชนะ มันออกมาแปลกๆ แก้ยังไงก็แก้ไม่ได้ (ผมพิมพ์ใน notepad ก่อน ส่วนใหญ่ ยกเว้นข้อความ “หมายเหตุ” นี้) ทำให้บางตอนอ่านยากสักหน่อย ต้องขออภัยด้วย

ในโอกาสครบรอบ 64 ปี : กรณีสวรรคต 9 มิถุนายน 2489 อธิบายแบบสรุปสั้นๆ ง่ายๆที่สุด: ทำไมไม่ใช่ปรีดี-คนของปรีดี

เวลานักวิชาการเขียนถึงกรณีสวรรคต เรามักจะเห็นคำพูดทำนอง “ลึกลับ” “อธิบายยาก” ฯลฯ

อันที่จริง ใครที่พูดแบบนี้ แสดงว่า ไม่เคยสนใจศึกษากรณีนี้เลย

จริงที่วา มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะ (และแทบทุกครั้งที่ออกมา ก็ยังขายดีจนทุกวันนี้)

แต่ส่วนที่เป็น “แก่น” จริงๆของกรณีนี้ มีไม่มากเลย และ ไม่ได้ยากที่จะทำความเข้าใจด้วย

ผมขอสรุปให้เห็นง่ายๆสั้นๆ เป็นประเด็นๆ ดังนี้

(1) ในหลวงอานันท์ยิงตัวเองหรือคนอื่นยิง? – ตอบ คนอื่นยิง

ประเด็นสำคัญที่สุดอันดับแรก ของกรณีนี้คือ ในหลวงอานันท์ยิงตัวเอง (ไม่ว่าจะตั้งใจ คือ ฆ่าตัวตาย หรือ ไม่ตั้งใจ คือ “อุบัติเหตุ”) หรือว่า ถูกคนอื่นยิง (ไม่ว่าจะตั้งใจ คือ “ฆาตรกรรม” หรือ ไม่ตั้งใจ คือ “อุบัติเหตุ”)

ตำแหน่งของกระสุน อยู่ที่หน้าผาก เหนือคิ้วซ้าย เฉียงจากบนลงล่าง กระสุนทะลุบริเวณใกล้ท้ายทอย

กระบอกปืนเมื่อลั่นเกือบจะประชิดผิวหนัง (มีรอยเขม่า) เรียกภาษาชาวบ้านว่า เกือบจะ “ยิงเผาขน”

ในหลวงอานันท์ เป็นคนถนัดขวา ไมใช่ถนัดซ้าย

ดังนั้น ถ้าในหลวงอานันท์ยิงตัวเอง จะต้องจับปืนในลักษณะกำสองมือ หันปากกระบอกปืนย้อนเข้าหาหน้าผากตัวเอง งอยกศอกเฉียงขึ้นไปทางหัวเตียง และน้ำหนักของแขนสองข้างทีงอศอกนี้ จะต้องเอียงไปทางซ้าย (ทางทีตัวเองไม่ถนัด) แล้วลั่นไกด้วยนิ้วโป้ง

ไม่มีใครที่ยิงตัวเองในท่านี้ ไม่ว่าจะตั้งใจฆ่าตัวเอง หรือ ยิงโดยอุบัติเหตุ (ยิ่งกรณีหลังนี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ดังที่มีคนสมัยนั้นคนนึงกล่าวว่า ไมมีใครเอาปืนไปส่องที่หน้าผากเหนือคิ้วตัวเอง แล้วเผลอลั่นไก)

สรุปแล้ว ไม่มีทางที่ในหลวงอานันท์จะยิงตัวเอง

(ความจริงมีเหตุผลประกอบอีก แต่เป็นเหตุผลทีไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ เพราะเป็นประเด็นทางการแพทย์ที่เถียงกัน คือ ถ้าคนที่ยิงตัวเองตาย โดยเฉพาะในกรณีในหลวงอานันท์ กระสุนตัดเส้นปราสาททันที จะทำให้ไม่มีกระแสประสาทส่งมาที่กล้ามเนื้อในร่างกายอีกทันที ดังนั้น ถ้ามือและแขนอยู่ในท่าใด จะต้อง “ค้าง” อยู่ในท่านั้น แต่พระศพในหลวงอานันท์ อยู่ในท่านอนปกติ แขนแนบลำตัว 2 ข้าง ไม่มีการยกงอ เหมือนถือปืนค้างไว้ ตอนกระสุนแล่นตัดเส้นปราสาทแต่อย่างใด ศัพท์เฉพาะเรียกอาการนี้ว่า “คาเดอวาริคสปัสซั่ม”

สรุปแล้ว ในหลวงอานันท์ต้องถูกคนอื่นยิงแน่นอน » Read the rest of this entry «

Popularity: 84% [?]

จาตุรนต์ชี้แนวโน้มพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบสูงมาก

กรกฎาคม 13th, 2010 § 0

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยกล่าวถึงการพิจาร ณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า จากการที่ได้ติดตามความเป็นมาจนถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดี ยุบพรรคมาถึงวันนี้ เชื่อว่าพรรคปชป.มีโอกาสถูกยุบสูงมาก ถึงขั้นที่ไม่ยุบไม่ได้แล้ว เนื่องจากมีพยานหลักฐานแน่นหนามาตั้งแต่การสอบสวนคดีของดีเอสไอ  ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติเสนอให้ยุบพรรค จากทั้ง 2 คดี และล่าสุดคณะกรรมการร่วมระหว่างกกต.กับอัยการก็มีความเห็นร่วมกัน ว่า เสนอให้ฟ้องเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ในคดี 258 ล้าน

“คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 คดี ถูกกระแสสังคมติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นสองมาตรฐาน เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการยุบพรรคการเมืองไปแล้ว 5 พรรค การพิจารณาคดีพรรคประชาธิปัตย์ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความล่าช้าเกิน กว่าปกติ แต่เป็นเพราะในช่วงการชุมนุมของประชาชนได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมา เป็นประเด็นสำคัญ จนกกต.ส่วนใหญ่ต้องพิจารณาเรื่องไปตามเนื้อผ้า และมีมติเสนอให้ยุบพรรคในที่สุด”

จากการที่คณะกรรมการร่วมระหว่างกก ต.กับอัยการมีความเห็นตรงกันให้ฟ้องเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์จาก กรณีทุจริตเงินบริจาค 258 ล้าน ทำให้เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มีพยานหลักฐานชัดเจนเกินกว่าที่ใครจะ ช่วยให้พ้นผิดได้ เพราะระหว่างที่อัยการส่งเรื่องให้กกต.ก็มีข่าวว่ากกต.คิดเลือก แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้ยุบพรรค  แต่ในที่สุด คณะกรรมการร่วมก็ไม่อาจมีข้อสรุปเป็นอย่างอื่น  นอกจาก ต้องเสนอให้ฟ้องเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์

การพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่น่าสนใจจากฝ่ายประชาธิปไตยที่ติดตามการพิจารณาคดีอย่างใกล้ ชิด  ตั้งแต่ขั้นตอนจากดีเอสไอตั้งเรื่องมาให้กกต. , การพิจารณาของกกต. ,  กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ , กกต.ตั้งกรรมการร่วมกับอัยการ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างนั้นก็เกิดประเด็นข่าวเรื่องการขโมยข้อมูลจากดีเอสไอ  กรณี เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญแอบส่งข้อมูลให้คนของพรรคประชาธิปัตย์  จากข่าวดังกล่าวทำให้ไม่อาจไว้วางใจได้ว่าการพิจารณาคดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์จะบริสุทธิ์ยุติธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์

“หากมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นเรื่องใหญ่มากที่พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดจะต้องยุติ บทบาทลง และยิ่งทำให้นักการเมืองอีกจำนวนมากต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือก ตั้งไปพร้อมกัน อันจะเป็นเหตุทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอลงอย่างมาก  และ พรรคการเมืองโดยทั่วไปก็จะอยู่ในสภาพที่อ่อนแอทั่วกัน ทั้งนี้เป็นผลจากการออกแบบระบบกฎหมาย ตั้งแต่ประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ต้องการทำให้ระบบพรรคการเมืองและ พรรคการเมืองอ่อนแอนั่นเอง”

กราบขอบพระคุณสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

Popularity: 25% [?]

ดูละครแล้วย้อนดูตัว-ภาคเกาหลี

มิถุนายน 30th, 2010 § 0

เกาหลีเป็นประเทศที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า “แปลก” และ “พิศดาร” อย่างยิ่ง ผมได้มีโอกาสไปประเทศเกาหลีอยู่หลายครั้งทั้งไปเที่ยวและไปทำมาหารับประทาน บ้านเมืองเขาก็ไม่ได้เจริญก้าวหน้าไปกว่าเราเท่าไหร่ มีประธานาธิบดีคนหนึ่งและมีคนนามสกุลซ้ำๆ กันหลายคน และที่สำคัญมีประเทศที่มีชื่อเหมือนกันอีกประเทศหนึ่งซึ่งอยู่ข้างบน ต่อท้ายชื่อประเทศว่า “เหนือ” เท่านั้น

แต่ประวัติศาสตร์เกาหลีที่มีมายาวนานต่างหากที่ผมบอกว่าแปลก เกาหลีผ่านเรื่องราวที่ค่อนข้างโลดโผน (ส่วนใหญ่ประเทศที่อยู่แถบนั้นก็มีประวัติโลดโผนทั้งสิ้น ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด) แบ่งเหนือแบ่งใต้กันเสร็จนึกว่าจะจบตอนนี้แบ่งข้างกันอีกว่าจะอยู่เหนือหรือจะอยู่ใต้ ซึ่งมันแปลกพอดู

ผมไปเกาหลี (ใต้) ช่วงที่เกาหลียังไม่บูมในบ้านเราเท่าไหร่ ตอนนั้นญี่ปุ่นบูมก่อนและกำลังบูม ตอนหลังเราเบื่อญี่ปุ่นเลยมาบูมเกาหลีแทน (ส่วนไทยเรานั้นเราเบื่อตัวเราเองมานานพอๆ กับที่เรารู้ว่าเราเป็นไทยและพรรคพวกเราแถบนี้ก็เบื่อเรา พอๆ กับที่เราเบื่อตัวเราเอง)  ซึ่งอิทธิพลของการ “เกาหลีฟีเวอร์” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเลยทีเดียวเทียว

เมื่อก่อนหลักสูตรนานาชาติของโรงเรียนนานาชาติคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีนและญี่ปุ่น ตอนนี้มีเกาหลีมาเสริมแนวรบอีกฝั่งด้วย ซึ่งผมพูดได้เต็มปากเลยว่า “นานาชาติ” จริงๆ

ตัวผมเองไหลไปกับกระแสเกาหลีมาได้พักหนึ่ง แต่ว่าจะพูดตามจริงก็คือผมชะโลมเลียแต่กระพี้ของกระแสที่ว่าเท่านั้น (เหมือนกับที่ผมหลงไหลไปกับกระแสอื่นๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของผม)  นั่นคือผมเสพละครเกาหลีอยู่ตอนนี้

(เฮ……เข้าเรื่องแล้วโว้ย)

เรื่องแรกที่ผมดูก็ต้องอมตะละครซีรี่ย์แห่งสหัสวรรษที่เข้ามาตีตลาด “ดราม่า” แห่งสยามประเทศ นั่นคือ ”แดจังกึม” ผมดูเรื่องนี้ตอนที่เขาพูดกันว่าดีและดี และก็ดีมาได้ปีกว่าแล้ว ซึ่งผมก็พูดตามพวกเขาเหล่านั้นว่าดีไปด้วย

ต่อจากนั้นก็ห่างหายจากเกาหลีไปนานเพราะมีอันต้องมนต์สะกดจากรักแรกนั่นคือการดวดสุรา มาอีกทีก็โผล่มาเป็นลีซานเลย ลีซานทำให้ผมได้รับรู้อุปเท่ห์เล่ห์กลของมนุษย์ดั่งที่สุนทรภู่ จรดน้ำหมึกลงบนกระดาษเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้านี้ว่ามันเป็นเยี่ยงไร

ห่างหายไปนานก็มาตกหลุมรักกับ “จามอง” เข้าจังเบ้อเร้อ ทำให้นึกไปถึงความรักที่ผลิดอกแต่ไม่เคยออกผลเมื่อช่วงเป็นวัยรุ่นหนุ่มฉกรรจ์

ตอนนี้มีเรื่องที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างเหลือร้าย ผ่านทางจอโทรทัศน์ของเจ้าของที่เพิ่งจะถูกเผาที่ทำงานย่านพระรามที่สี่เมื่อไม่นานมานี้ (ซึ่งคงเป็นเครื่องการันตีได้ว่าโทรทัศน์ช่องนี้ร้อนแรงประดุจเพลิงเผา) คือเรื่อง “ซอนต๊อก”

ซอนต๊อกคือชื่อพระราชินีแห่งอาณาจักรชิลลา ซึ่งเป็นหนึ่งในแคว้นทั้งสามของภูมิภาคเกาหลีอันประกอบไปด้วยโกคูรยอน แพคเจและชิลลา ซอนต๊อกเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นที่เป็นหญิงองค์แรกแห่งอาณาจักรที่ว่านี้

เรื่องราวของละครมันก็ไม่เหมือนประวัติศาสตร์เสียทีเดียว แต่ก็อย่างที่เขาว่าเอาไว้ ละครมักสร้างมาจากเรื่องจริง จะกี่มากน้อยนั่นก็อีกเรื่อง

แล้วเรื่องที่ผมจะเล่ามันคืออะไร?…………….. เอาเป็นว่าผมจะขอเล่าเพื่อปูความรู้ไปสู่เรื่องที่ผมจะสื่อ ให้ทุกคนมีพื้นฐานที่เท่าเทียมกันเสียก่อน เรื่องมีอยู่ว่า

ในสมัยพระเจ้าจินฮึง พระราชาองค์ที่ ๒๔ แห่งแคว้นชิลลา ได้ก่อตั้งและสถาปนากองกำลังทางทหารที่เข้มแข็งในประวัติศาสตร์ของชิลลา ซึ่งตามประวัติศาสตร์ถูกขนานนามว่าฮวารัง เป็นกองกำลังที่พระเจ้าจินฮึงก่อตั้งมาเมื่อครั้งที่สู้รบกับพระเจ้าเซอุงแห่งแค้วนแพคเจจนในสมัยของพระองค์ได้มีการขยายดินแดนไปกว้างใหญ่ไพศาล

พระเจ้าจินฮึงมีนางสนมคนสนิทและเป็นหัวหน้าองครักษ์ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง มีชื่อว่า “มีซิล” มีซิลนี้เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและมีความสามารถด้านการสู้รบที่เหนือกว่าเหล่าแม่ทัพนายกองหลายคน ที่สำคัญนางเป็นคนที่สวยมาก จนพระเจ้าจินฮึงตั้งฉายาว่า “หญิงงามแห่งชิลลา” ซึ่งมีซิลกล่าวในภายหลังว่าเป็นฉายาที่พระเจ้าจินฮึงทรงตั้งเพื่อเตือนสติว่าตนเองเป็นหญิงและสำหรับคนที่องครักษ์ด้วยแล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่

มีซิลหวังใจว่าตนเองนั้นจะสามารถเป็นพระมเหสีให้ได้ในอนาคตและอยู่เคียงข้างพระเจ้าจินฮึงตลอดไป จะด้วยความรักหรือความมักใหญ่ไฝ่สูงก็ตามแต่ ทำให้เมื่อพระเจ้าจินฮึงจะเสด็จสวรรคตความรักที่มีต่อพระเจ้าจินฮึงหรือไม่ก็ความทะเยอทะยานแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น พอได้ฟังรับสั่งของพระเจ้าจินฮึงที่มีต่อนางว่าให้ไปบวชและห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกภายหลังที่พระองค์สวรรคต และเมื่อนางได้รู้ว่าพระเจ้าจินฮึงได้มีรับสั่งถึงแม่ทัพซอวอน (คนสนิทและสามีอีกคนของนาง) ให้ประหารชีวิตนางเสียหลังจากที่พระองค์สวรรคตเพราะรู้แน่ว่านางจะไม่มีวันทำตามอย่างที่ได้รับปากพระองค์เอาไว้เป็นแน่แท้

เรื่องราวมันน่าจะจบเสียตั้แต่ตอนนั้นหากมีซิลคิดจะตั้งตนเป็นพระราชาเสียเองและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเหมือนอย่างคนที่มีตำแหน่งพระราชาเขาทำกัน แต่นางกลับไม่กล้าแม้กระทั่งคิด ใจนางหวังเพียงตำแหน่งพระมเหสีเท่านั้น ทำให้ราชโองการของพระเจ้าจินฮึงที่จะแต่งตั้งเจ้าชายแพคจองขึ้นเป็นรัชทายาทสืบต่อจากพระองค์ นางได้เป็นผู้เก็บงำเอาไว้และร่วมมือกับเจ้าชายกึมยูน พระโอรสองค์รองของพระเจ้าจินฮึง (พระเจ้าอาของเจ้าชายแพคจอง) ให้ได้ขึ้นเป็นพระราชาองค์ต่อไป มีพระนามว่าพระเจ้าจินจิและความฝันที่จะเป็นพระมเหสีของนางก็สว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง

เจ้าชายกึมยูน (พระเจ้าจินจิ) ที่หวังจะเป็นพระราชาก็สมยอมกับมีซิลเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตนจะได้ครองราชสมบัติเป็นพระราช มีซิลก็ได้อยู่กินกับพระเจ้าจินจึงจนตั้งครรภ์ แต่ไม่นานพระเจ้าจินจิที่นางหวังไว้ว่าจะแต่งตั้งนางให้เป็นพระมเหสีนั้นกลับไม่แต่งตั้งนางตามที่ตกลงกันเอาไว้ นางจึงได้นำทหารองครักษ์และขุนนางที่สนับสนุนตนเองก่อกบฏ และถอดถอนพระเจ้าจินจิโดยนำราชโองการที่พระเจ้าจินฮึงมีเมื่อครั้งก่อนสิ้นพระชนม์และแต่งตั้งตั้งให้เจ้าชายแพคจองเป็นรัชทายาทสืบต่อจากตนขึ้นมาประกาศ ทำให้เจ้าชายแพคจองซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงวัยรุ่นและแต่งงานมีภรรยาแล้วได้รับการสถาปนาเป็นพระราชามีพระนามว่าพระเจ้าจินพยอง

ซึ่งก็เหมือนกับที่นางเคยตั้งเป้าไว้เช่นกันคือ เมื่อนางสนับสนุนเจ้าชายแพคจอง (พระเจ้าจินพยอง) ขึ้นเป็นรัชทายาทและสืบราชสมบัติแล้ว นางก็จะเป็นพระมเหสีของพระเจ้าจินพยอง (ซึ่งอายุห่างกันเป็นสิบปี) แต่กาลกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ (เหมือนลิเกเข้าไปทุกที) เพราะภรรยาที่อยู่กินของเจ้าชายแพคจองที่มีซิลคิดกำจัดก่อนที่เจ้าชายแพคจองเป็นพระราชานั้นได้กลับมาในห้วงเวลาเดียวกับที่นางจะได้รับการสถาปนาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าจินพยองพอดิบพอดี ทำให้แผนการที่นางวางเอาไว้มาช้านานก็ยังไม่บรรลุผล

ในระหว่างนั้นและก่อนหน้านั้นนางได้แต่งงานกับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เพื่อที่จะปูทางในอนาคตหากพระเจ้าจินพยองไม่มีบุตรหรือหารัชทายาทไม่ได้ ก็จะได้ให้เสนาบดีคนนี้ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นพระราชาเสียเองและตนที่เป็นภรรยาก็จะได้เป็นพระมเหสี

ซึ่งแผนการที่นางวางเอาไว้อย่างรัดกุมและไม่มีจุดบกพร่องมาอย่างยาวนานและชาญฉลาดนั้น ไม่สมประสงค์ตามที่นางหวังเอาไว้ได้เลยแม้แต่เพียงน้อยนิด

Misil

หลังจากพระเจ้าจินพยองได้ภรรยาที่ถูกมีซิลจับตัวไปกลับมามีนามว่าพระนางมายาขึ้นเป็นพระมเหสีแล้ว พระมเหสีก็ได้ประสูติธิดาแฝดขึ้นมา ซึ่งตามคำทำนายของปฐมกษัตริย์ที่ว่าหากมีธิดาแฝดเกิดขึ้นจะทำให้ทายาทชายสูญสิ้น นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดของ “ซอนต๊อก”

เรื่องราวต่อจากนั้นก็เหมือนกับซีรี่ย์เกาหลีเรื่องอื่นๆ ที่มีดีมีร้าย ใช้ความฉลาดมีไหวพริบเข้าห้ำหั่นกัน และสุดท้ายก็เป็นไปตามที่ทุกคนหวังเอาไว้

มีซิลหรือท่านเซจูในเรื่องซอนต๊อกนี้เป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลม อาศัยความกลัวและความไม่รู้ของผู้คนสร้างอำนาจและบารมีให้กับตนเอง สถาปนาตนเองเป็น “ธิดาเทพ” ใช้วิทยาศาสตร์สร้างเรื่องให้เป็นไสยศาสตร์ เพื่อประโยชน์ของตนเองและเป้าหมายที่ตนเองวางเอาไว้ อาศัยความไม่รู้และความกลัวในการสร้างฐานอำนาจและปกครองประชาชน โดยไม่ยินดียินร้ายต่อเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่ประชาชนแม้แต่น้อย

อาศัยสิ่งต่างๆที่กล่าวมาสร้างอิทธิพลและชักจูงความคิดของคนในสังคมให้คิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ มีอำนาจเหนือกว่าผู้คนปกติทั่วไป สุดท้ายทั้งหมดแม้จะหลงเหลือประโยชน์ที่ไปถึงประชาชนบ้างก็เพื่อประโยชน์แห่งตนเองทั้งสิ้น

มีซิลคือผู้นำที่ชาญฉลาดและมีไหวพริบ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ ผู้นำเช่นนี้คือผู้นำที่ทุกคนสามารถเรียกว่าวีรบุรุษหรือวีรสตรีได้ แต่มีซิลไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางไม่ได้เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ นางไม่ใช่ผู้นำด้วยซ้ำ นางเป็นได้เพียงแค่จุดสูงสุดของความกลัวและเป็นได้เพียงยอดของมงกุฎแห่งเผด็จการเท่านั้น

Popularity: 47% [?]

จาตุรนต์ ฉายแสงแถลงข่าว 30 พ.ค.2553

พฤษภาคม 31st, 2010 § 0

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยกล่าวแสดงความเห็นต่อแนว ทางการแก้ไขวิกฤตประเทศของรัฐบาลว่า

ดูเหมือนนายก รัฐมนตรีจะใช้คารมโวหารแก้ปัญหาเอาตัวรอดไปวันๆ และมีบทบาทอย่างสำคัญที่ทำให้แผนปรองดองของรัฐบาลกลับเป็นเรื่อง ลม ๆ แลง ๆ ที่ไม่มีวันจะปรากฏเป็นจริงขึ้นได้ แต่กลับจะทำให้บ้านเมืองยิ่งแตกแยกและวิกฤตยิ่งซึมลึกไปเรื่อย ๆ

นายกฯ ได้อาศัยการชี้แจงต่อทูตและผู้สื่อข่าวต่างประเทศ  ที่ เป็นการแก้ตัวอย่างน้ำขุ่นๆฟังไม่ขึ้น  ตอบไม่ตรงประเด็น  แต่กลับนำมาฟอกตัวเองโดยพูดแทนทูตทั้งหลายว่า ฟังแล้วเข้าใจดี ทั้งๆที่สังเกตจากคำถามก็แสดงให้เห็นว่ายังมีคำถามใหญ่ๆที่ทูต หลายประเทศยังห่วงใยไม่สบายใจ  เช่น ที่ถามว่าจะขอโทษหรือไม่ ลาออกหรือไม่ จะเลือกตั้งตามกำหนดที่เคยพูดไว้ หรือไม่ รวมทั้งการที่ทูตประเทศต่างๆย้ำว่า เห็นด้วยกับการปรองดอง แต่นายกฯกลับไม่สามารถชี้แจงให้เห็นได้เลยว่าการปรองดองจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร

นอก จากนายกรัฐมนตรีจะทึกทักเอาเองว่าทูตประเทศต่างๆเข้าใจดี นายกรัฐมนตรียังปิดหูปิดตาและปิดปากบรรดาทูตทั้งหลาย  ด้วย การขอบคุณที่ทูตไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทย  ปิดกั้น แทรกแซงสื่อให้เสนอข่าวด้านเดียว ตำหนิทูตที่รับฟังข้อมูลความเห็นจาก ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล

ใน การชี้แจงครั้งนี้นายกฯได้ฉวยโอกาสแก้ต่างแทนทหารว่าไม่ได้ยิง ประชาชน แก้ตัวเกี่ยวกับการสั่งการให้ใช้ความรุนแรง

การ ชี้แจงในลักษณะนี้  มีแต่จะทำให้คนไม่ยอมรับหรือกระทั่ง โกรธแค้น และยังสร้างปัญหาตามมาว่า เมื่อนายกฯยืนยันว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ ผิดเลย แล้วยังจะตรวจสอบข้อเท็จจริงไปเพื่ออะไร

สำหรับ การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด  หาก เป็นในอดีตคงมีคนเรียกร้องให้มีการรัฐประหารไปแล้วนั้น  สะท้อน ให้เห็นว่าปัญหาของประเทศร้ายแรงจริงๆ แต่ที่ไม่เกิดการรัฐประหาร  เพราะนายกฯและรัฐบาลสามารถร่วมมือกับทหารปราบปรามประชาชน แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  ต่างตอบแทนของประโยชน์ซึ่งกันและ กัน จนทำให้การปกครองบ้านเมืองอยู่ในลักษณะเผด็จการที่ร้ายแรงและ ซับซ้อนกว่ายุคสมัยใดๆ

สิ่งที่รัฐบาลได้ ทำไปในช่วง 2 เดือนกว่าที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรไปจากการรัฐประหารนั่นเอง มีการปราบปรามเข่นฆ่าแระชาชนจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยังมีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ปิดกั้น ครอบงำแทรกแซงสื่อ เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม  สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นใน ชาติ เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลและพรรคการเมืองเพียงบางพรรคเท่านั้น

หาก จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้น  คณะ กรรมการฯชุดนี้ควรตรวจสอบ ศึกษาวิเคราะห์ถึงต้นเหตุวิกฤตของประเทศที่ นำมาสู่การชุมนุมและเกิดความสูญเสียในที่สุด  ใน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใครทำผิดกฎหมายในเรื่องใด  ฝ่ายนปช. – คนเสื้อแดงผิดกฎหมายอะไร  รวมทั้งผิดฐานก่อการร้ายและล้มสถาบัน จริงหรือไม่ ส่วนฝ่ายรัฐบาลกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมาย ขัดข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหรือไม่ และควรวิเคราะห์ทางออกจากวิกฤต และการป้องกันไม่ให้วิกฤตบานปลายและยืด เยื้อไม่สิ้นสุดด้วย

การ ตั้งคณะกรรมการฯนี้จะต้องเป็นที่ยอมรับของหลายๆฝ่ายและสังคมโดย รวม ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะทุกวันนี้หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของ หลายๆฝ่ายได้ยากมาก  นอกจากนี้ที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาว่าใครจะเป็นคนตั้ง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นคู่กรณีโดยตรงและ ยังเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเองด้วย การให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะ กรรมการฯจึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะได้คนที่เป็นที่ยอมรับ  ตราบ ใดที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นนายกฯและยังกำกับสั่งการทั้งตำรวจ , DSI และอีก หลายหน่วยงานที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาหรือเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ในความเป็นกลาง ตราบนั้นจะหวังให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นที่ ยอมรับไม่ได้เลย

สำหรับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นนั้น นับเป็นโอกาสเดียวในรอบ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ที่ประชาชนจะมีโอกาสรับฟังข้อมูล  ความ คิดเห็นที่แตกต่างจากที่รัฐบาลเสนอมาแต่ฝ่ายเดียวโดยตลอด  แต่ การอภิปรายในครั้งนี้จะคาดหวังผลมากนักก็คงไม่ได้เพราะรัฐบาลได้ ครอบงำความคิดของสังคมไปมากจากการแทรกแซงสื่ออย่างได้ผล

นอก จากนี้รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงท่าที่จะขัดขวาง ปิดกั้นการเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน  โดยอ้าง เหตุผลความเหมาะสมที่ฝ่ายเสียงข้างมากจะเป็นผู้ตัดสิน โดยเฉพาะรูปภาพและคลิปวีดีโอที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้เห็นมาก่อน ก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้นำเสนอ

ส่วน การอภิปรายจะมีผลอย่างไร ทำให้เกิดการปรับครม.หรือไม่นั้น คิดว่าเป็นการบิดเบือนประเด็นของนายกรัฐมนตรี   การปรับ ครม.เป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์กันใหม่ในครม. ที่พรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจต่อรองมากขึ้น จากการรับหน้าในการปราบ ปรามประชาชนโดยตรง  แต่การปรับครม.จะไม่เป็นประโยชน์ต่อ การแก้วิกฤตของประเทศเลย เพราะผู้สมควรโดนปรับออก คือ นายกรัฐมนตรีมากกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆ

หาก นายกฯยังคงอยู่ในตำแหน่งย่อมไม่มีทางตั้งคณะกรรมการฯที่เป็นอิสระ และเป็นที่ยอมรับได้ และไม่มีทางที่จะทำให้เกิดการปรองดองได้จริง มีแต่จะทำให้สังคมไทยยิ่งแตกแยกมากขึ้น ไม่มีสิ้นสุด

Popularity: 25% [?]

จาตุรนต์ – แถลงข่าว 27 พฤษภาคม 2553

พฤษภาคม 28th, 2010 § 0

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย กล่าวถึงการแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆเพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤต ทางการเมืองในขณะนี้ว่า

ผมเห็นด้วยที่หลายฝ่ายได้เสนอ ความเห็นสนับสนุนการปรองดอง เพราะการปรองดองสมานฉันท์เท่านั้น ที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีความขัดแย้งรุนแรงบานปลายต่อไป และสามารถกลับคืนสู่ความสงบสุขได้

แต่ปัญหาขณะนี้ คำว่าปรองดองได้ถูกทำให้สูญเสียความหมายไปหมดแล้วจากการกระทำของ รัฐบาลทั้งในระหว่างการชุมนุมและในปัจจุบัน สังคมไทยจึงจำเป็นต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่าปรองดองกันใหม่เสีย ก่อน

นายกรัฐมนตรีได้ยกเรื่องปรองดอง ขึ้นมาหลังการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าที่ทำให้มีคนตาย 20 กว่าคนและบาดเจ็บ 900 กว่าคน แต่หลังจากนายกฯเสนอแผนปรองดองเป็นต้นมา กลับทำให้มีคนตายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 70 คนและบาดเจ็บมากกว่าเดิม  ทำให้การปรองดองมีความหมายเป็นการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนไป

และหลังจากการชุมนุมยุติลงแล้ว รัฐบาลก็พร่ำพูดแต่คำว่าปรองดอง แต่กลับมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในสภาพหวาดกลัว หวาดระแวง โกรธแค้น เกลียดชัง ทำให้สังคมมีแนวโน้มที่จะแตกแยกมากขึ้น ทุกที  หากรัฐบาลยังมุ่งทำลายล้างประชาชนที่มีความเห็น แตกต่างจากรัฐบาลต่อไป สังคมไทยอาจจะก้าวไปสู่ความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยมีมาแล้วในอดีต

ขณะนี้รัฐบาลและศอฉ.กำลังใช้พร ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯอย่างเกินขอบเขต ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน การปิดกั้นเสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ  รวม ทั้งการปิดกั้นแทรกแซงสื่อมวลชนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ไม่ได้อาศัยข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายมา เป็นสาเหตุ แต่กลับใช้ดุลยพินิจบนพื้นฐานความคิดความเห็นทางการเมืองที่แตก ต่างหรือตรงข้ามกับรัฐบาล ที่สำคัญการบัญชาการสั่งการทั้งหมด ทำไปโดยผู้ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคการเมืองที่เป็นคู่ กรณีกับประชาชนที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

การสั่งให้จับกุมดำเนินคดี รวมทั้งการระงับธุรกรรมการเงินของบุคคลและบริษัทเป็นไปแบบตาม อำเภอใจและเห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ทั้งในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง แก้ต่างข้อหาที่รัฐบาลถูกกล่าวหา ว่าสั่งฆ่าประชาชนและทำลายเครือข่ายของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งในอนาคต

ขณะนี้รัฐบาลและศอฉ.กำลังข่มขู่ประชาชน ผู้ร่วมชุมนุมโดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บจำนวนมาก ต้องให้ปากคำในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล โดยขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือก็อาจจะตั้งข้อหาดำเนินคดี เพราะผู้ร่วมชุมนุมทุกคนอาจถูกข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินฯเสียเมื่อ ไหร่ก็ได้ ขึ้นกับดุลยพินิจของศอฉ.จะสั่งดำเนินคดีหรือไม่ การข่มขู่ลักษณะนี้ จะทำให้การที่จะให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นไปไม่ได้ เลย

รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบาก ในสายตาของสื่อต่างประเทศและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีการสังหาร ประชาชนในวัดปทุมวนาราม ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ ซึ่งอยู่กับผู้ถูกยิงเสียชีวิตและเฝ้าศพตลอดทั้งคืน เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่อยู่ในวัดปทุมวนารามส่วนใหญ่จะปักใจเชื่อว่าทหาร ยิงประชาชน และในกรณีนี้หากรัฐบาลยังแก้ตัวให้ทหารอย่างออกนอกหน้าอย่างที่ทำ อยู่ ความโกรธแค้นเกลียดชังจะรุนแรงยิ่งขึ้น  รัฐบาลอาจต้อง ประสบกับวิกฤตความชอบธรรมเร็วกว่าที่คาดไว้ แม้ว่าจะควบคุมสื่อทั้งหมดได้จนคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ความจริง แล้วก็ตาม

Popularity: 24% [?]

จาตุรนต์แถลงข่าว 22พฤษภาคม 2553

พฤษภาคม 23rd, 2010 § 0

จาตุรนต์ ฉายแสง“และก้าวต่อไปที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะผมกล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วคือ ก่อนชุมนุมความยุติธรรมของประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย และความไม่ยุติธรรม หลังชุมนุม หลังยุติการชุมนุม ปัญหาของประเทศนี้ นอกจากจะเหมือนเดิมแล้ว ยังแย่กว่าเดิม ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ไม่มีความยุติธรรมอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงยังมีเหตุผลผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะยังสามารถ รวบรวมกำลังและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อได้” – จาตุรนต์ ฉายแสง

หมาย เหตุ นายจาตุรนต์ ฉายแสง แถลงข่าว “วิกฤตยังไม่จบ : ปัญหาและทางออก”  โรงแรมเรดิสัน พระรามเก้า วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม 2553 ถอดคำต่อคำ – ปรับปรุงถ้อยคำให้กระชับสมบูรณ์

จาตุรนต์ ฉายแสง

“ผมมาเสนอความเห็นโดยหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้ประเทศไม่ถลำลึกไป สู่วิกฤตที่รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่  โดยที่ความเห็นของผม ต่อไปนี้ ก็อาจจะฟังดูเหมือนกับว่า สวนกับกระแสที่รัฐบาลหรือศอฉ.กำลัง อธิบายกำลังเสนออยู่ โดยเฉพาะที่ผ่านสื่อต่างๆ ของรัฐ และขณะนี้ทราบดีสื่อต่างๆถูกแทรกแซงควบคุม และสื่อทางเลือกถูกปิด ถูกบล็อกไปจำนวนมากมาย เพราะฉะนั้นการให้ความเห็นในลักษณะสวนกระแสโดย คำนึงถึงการจะแก้ปัญหาของประเทศ

ผมคิดว่ายังมีความจำเป็นต้องช่วยกัน ทำ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจผู้ที่ได้รับการสูญเสียหรือเสียหาย ทั้งญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ผู้ที่ต้องสูญเสียอาคาร สถานที่ สูญเสียอาชีพ รายได้ และสูญเสียอื่นๆทั้งหลาย

การชุมนุมของนปช. ประชาชนที่เข้าร่วมได้ยุติลงไป หลังจากที่ได้ชุมนุมมา 2 เดือนกว่า ก่อนการชุมนุมประเทศเรามีปัญหาวิกฤตใหญ่ก็คือ ความไม่เป็นประชาธิปไตย และความไม่ยุติธรรม หรือที่รู้จักกันในคำว่า สองมาตรฐาน มีความเห็นแตกต่างกันทางการเมืองต่อสภาพการปกครองของระบบ ที่เป็นอยู่ และของรัฐบาลปัจจุบันอย่างมาก จนกระทั่งเรียกได้ว่า มีการแบ่งข้างแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน

วิกฤตก่อนหน้าการชุมนุม  เมื่อ ผ่านการชุมนุมมา 2 เดือนกว่าและการชุมนุมยุติไปแล้ว เรากลับพบว่าปัญหาวิกฤตเหล่านั้น นอกจากยังคงอยู่แล้ว ยังเพิ่มปัญหาตามมาอีกมาก ก็คือมีการเข้าไปจัดการแก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรการทางทหารและความ รุนแรง โดยเฉพาะหลังการชุมนุมยุติลง มีการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ทิศทาง ทำให้เกิดการสูญเสียจำนวนมากอย่างที่ทราบกันอยู่ ปัญหาที่วิกฤตที่มีมาตลอดได้ถูกซ้ำเติม เนื่องจากเกิดแบ่งข้างแบ่งฝ่าย เกิดการกวาดล้าง ทำลายล้างที่ดูเหมือนจะไม่มีการจบสิ้น ดูเหมือนจะมีการเสี่ยงจากการตอบโต้แก้แค้น ล้างแค้น  ซึ่ง ล้วนแต่ทำให้สังคมเข้าไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นและลุกลามใหญ่โตมาจนถึงขณะนี้ และไม่มีทีท่าจะลดลง เป็นผลจากความล้มเหลวในการที่จะแก้ปัญหาความขัด แย้งแตกต่างทางความคิดทางการเมือง และเป็นความล้มเหลวจากสิ่งที่รัฐบาล หรือนายกฯเรียกว่า ปรองดอง

ความขัดแย้งครั้งนี้ การชุมนุมครั้งนี้ ได้ถูกเสนอเป็นข้อเรียกร้องหรือเป็นทางออกด้วยการยุบสภา แต่ในการเข้าไปจัดการชุมนุมด้วยการใช้คำว่า ขอพื้นที่คืนบ้าง กระชับวงล้อมบ้าง ได้เลือกที่จะใช้มาตรการทางทหาร คือการใช้กำลังพร้อมอาวุธที่ร้ายแรงเข้าดำเนินการครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า ภายใต้คำพูดที่สวยหรูของนายกรัฐมนตรี ว่า ปรองดอง การเสนอแผนปรองดองของนายกฯ เป็นเพียงคำพูดที่สวยหรู และเป็นการพูดในหลายๆ โอกาสที่สวยหรู และฟังดูดีและไพเราะ แต่ว่ามาตรการที่ดำเนินการจริงคือการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ

น่าเสียดายมีหลายช่วงหลายตอน การแก้ปัญหาการชุมนุมสามารถทำด้วยการเจรจาหาข้อสรุป แต่ว่าในหลายครั้งบางทีก็ยังเป็นปัญหาจากการที่แกนนำยังต้องการ รายละเอียดเพิ่มเติม และบางครั้งก็ต้องการรายละเอียดเกินไป แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ เมื่อกำลังจะหาข้อสรุปได้ หลายครั้งกำลังจะหาข้อสรุปได้ หลายครั้งได้เกิดการปราบปรามซ้ำซ้อนเข้าไป จนกระทั่งการชุมนุมไม่สามารถ ยอมตามการเจรจาก่อนหน้านั้นได้  เพราะโกรธแค้นจากการที่ ผู้ชุมนุมในนั้นมีบาดเจ็บ และเสียชีวิต » Read the rest of this entry «

Popularity: 28% [?]

จาตุรนต์ชี้ยกเลิกวันยุบสภาผิดร้ายแรง

พฤษภาคม 14th, 2010 § 0

นายกฯต้องเป็นผู้ใหญ่และจริง ใจ อย่าตุกติก ทำตรงข้าม  เสื้อแดงข้อเรียกร้องต้องชัด  เมื่อ บรรลุก็ต้องยุติการชุมนุมโดยเร็ว

นาย จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยกล่าวถึงสถานการณ์ทางการ เมือง การเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับนปช.เพื่อหาทางออกจากวิกฤตว่า  วิกฤตการเมืองที่ดำรงอยู่ขณะนี้เกิดจากความไม่เป็นประชา ธิปไตยและปัญหา 2 มาตรฐานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนเสื้อแดง เสนอทางออกด้วยการเรียกร้องให้ยุบสภา  ส่วนรัฐบาลได้เลือกใช้วิธีการการสลายการชุมนุมด้วยกำ ลังอาวุธภายใต้ข้ออ้างว่าขอพื้นที่คืน  เหตุการณ์จึงบานปลายมาถึงทุกวันนี้

เมื่อ รัฐบาลเห็นว่าไม่สามารถใช้กำลังสลายการชุมนุมได้ จึงเปลี่ยนมาเสนอแผนปรองดองตามคำเรียกร้องของหลายฝ่ายทั้งในประ เทศและต่างประเทศ การปรองดองจะเกิดขึ้นได้  สังคมต้องเดินหน้าสู่การ เลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนช่วยแก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตย  ขณะเดียวกันการใช้กฎหมาย  รักษา กฎหมายต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ต้องทำให้ระบบยุติธรรมของประเทศไม่เป็นสองมาตรฐาน  แล้วให้ทุกฝ่ายเข้าสู่ระบบยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

ใน ช่วงวันสองวันนี้มีแนวโน้มว่าสังคมไทยอาจจะถลำลึกสู่วิกฤตที่รุน แรงยิ่งขึ้น  ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะการแก้ปัญหาที่ถูกทาง และการเจรจาประนีประนอมที่มีมาอย่างต่อเนื่องกำลังจะสะดุดหยุดลง เสียแล้ว

สิ่ง ที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่จะเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงชนิด ที่จะเสียใจตลอดไป  อยากเสนอให้นายกฯทบทวนท่าทีล่าสุดของตนเสียใหม่  นายกฯต้องแสดงความเป็นผู้ใหญ่และจริงใจ เลิกตุกติกและทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับการปรองดอง  นายกฯต้องเลิกล้มความคิดที่จะซื้อเวลาให้นานออกไปกว่า ที่พูดไว้ โดยควรจะประกาศให้ชัดเจนว่าจะยุบสภาตามที่ได้ประกาศไว้อย่าโยกโย้ บิดพลิ้วต่อไป  เลิกล้มแผนตัดน้ำตัดไฟ และการใช้รถถังยานเกราะกับก องกำลังอาวุธเข้าคุกคามหรือสลายการชุมนุม  รวมทั้งการเตรียมที่คุมขังแกนนำนปช.ทั้งๆที่ได้รับปาก ไว้แล้วในการเจรจาว่าจะไม่คัดค้านการประกันตัว  สิ่งที่รัฐบาลและศอฉ.กำลังทำอยู่  มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ผม ไม่เชื่อว่าทหารจะยอมเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการปราบปราม  เข่นฆ่าประชาชนอีก  แต่พฤติกรรมของ รัฐบาลและศอฉ.ก็กำลังเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความรุนแรง  สูญเสีย  รวมทั้งทำให้เหตุการณ์บาน ปลายไม่สิ้นสุด

สำหรับการชุมนุมของ คนเสื้อแดงนั้น  เข้าใจว่าข้อห่วงใย  ที่สำคัญที่สุดของคนเสื้อแดงในขณะนี้คือต้องการหลักประกัน ว่านายกฯและ  รองนายกฯสุเทพ จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  สิ่งที่ควรทำก็คือทำข้อเรียกร้องนี้เป็นข้อสรุปที่ ชัดเจน  เมื่อบรรลุข้อเรียกร้องนี้แล้วก็ควรยุติการชุมนุมโดย เร็ว ไม่ควรมีข้อเรียกร้องอื่นๆเพิ่มเติมที่จะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อต่อ ไป

Popularity: 24% [?]

การก่อการร้าย ล้มสถาบัน และศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ

พฤษภาคม 4th, 2010 § 0

29 เมษายน 2553 / โรงแรมเรดิสัน พระราม 9  เวลา 11.30 น.

นายจาตุรนต์ ฉายแสงแถลงถึงการตั้งข้อกล่าวหาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อการชุมนุม ผู้ชุมนุม ในเรื่องการก่อการร้าย ล้มสถาบัน และศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ โดยระบุว่า

ผมอยากจะเตือนนายกฯอภิสิทธิ์ด้วยความ ห่วงใยต่อบ้านเมือง และต้องแสดงความห่วงใยต่อนายกฯอภิสิทธิ์เองด้วย  การที่ รัฐบาลได้ดำเนินการในการยกระดับข้อกล่าวหาในลักษณะที่มีการบิด เบือนใส่ร้าย กล่าวหาผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้ยุบสภา ต่อมาได้พยายามทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวการชุมนุมมีลักษณะเป็นขบวนการที่มีลักษณะเป็นการก่อ การร้าย และเป็นขบวนการที่ต้องการล้มล้างสถาบัน การกล่าวหาในลักษณะนี้ ไม่ได้มีหลักฐานข้อเท็จจริง และกล่าวหาเกินจริงไปมาก มุ่งที่จะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุม และสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังเข้าปราบปราม ถึงขั้นที่จะใช้กำลังอาวุธเข้าเข่นฆ่าประชาชน

การดำเนินการในลักษณะอย่างนี้ ถ้ายังทำต่อไป จะทำให้สุญเสียชีวิตเลือดเนื้อประชาชนจำนวนมาก  รวม ทั้งจะทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อน ถึงตอนนี้มีจำเป็นที่จะต้องมาเตือน  ช่วยกันเรียกร้องกด ดันต่อนายกฯอภิสิทธิ์เปลี่ยนใจเสียใหม่ ล้มเลิกการกระทำ ความพยายามต่างๆเหล่านี้

เรื่องของการกล่าวหาว่า การชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมโดยผู้ก่อการร้าย หรือมีผู้ก่อการร้ายร่วมอยู่ในการขบวนการชุมนุม  เป็นการ กล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ  แล้วยังไม่มีข้อ กฎหมายรองรับเลย ถ้าจะพิจารณาจากความเห็นของรองเลขาธิการศาลยุติธรรม  จะเห็นว่า การชุมนุมของนปช. – คนเสื้อแดง ไม่เข้าข่ายที่จะถือได้ว่าเป็นการก่อการร้ายเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งยังมีข้อกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการชุมนุมเรียก ร้องความเป็นธรรม การชุมนุมที่คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย  จะเอากฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายมาใช้กับผู้ชุมนุมเหล่านี้ไม่ได้

นอกจากนั้น ถ้าดูจากข้อกฎหมายในเรื่องที่จะบอกว่า การกระทำอย่างใดจึงจะถือว่าเป็นการก่อการร้ายนั้น  แม้แต่การที่มีบุคคลไปยิงเอ็ม 79 ที่โน้นที่นี่ รวมทั้งกลุ่มคนชุดดำที่ยิงใส่ทหารในวันที่ 10 เมษายน 2553 ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดขวางต่อการทำงานของเจ้าพนักงาน หรือพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน  แต่ก็ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย แม้แต่คนที่ยิงปืนเอ็ม 79 หรือ คนที่ยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ ก็ยังไม่ถือเป็นการก่อการร้าย เพราะการก่อการร้ายจะต้องมีเจตนาพิเศษ เป็นการก่อการร้ายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ กระทำการหรือไม่กระทำการอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

ข้ออื่นๆในคำชี้แจงของรองเลขาธิการ ศาลยุติธรรมก็เห็นได้ชัดเจนว่า การกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม  ไม่มีอะไรที่ถือได้ว่าเป็นการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของประชาชนและแกนนำของนปช.ทั้งหมด  ซึ่ง ถือว่าเป็นการชุมนุมที่เรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องประชาธิปไตย   ยิ่งไม่เข้าข่ายการ ชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย  แต่ว่ารัฐบาลยังคงดึงดันที่จะใช้คำนี้ และใช้หลักกฎหมายเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุมและสร้างความ ชอบธรรมในการใช้อาวุธเข้าประหัตประหารผู้ชุมนุม » Read the rest of this entry «

Popularity: 35% [?]