เกาหลีเป็นประเทศที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า “แปลก” และ “พิศดาร” อย่างยิ่ง ผมได้มีโอกาสไปประเทศเกาหลีอยู่หลายครั้งทั้งไปเที่ยวและไปทำมาหารับประทาน บ้านเมืองเขาก็ไม่ได้เจริญก้าวหน้าไปกว่าเราเท่าไหร่ มีประธานาธิบดีคนหนึ่งและมีคนนามสกุลซ้ำๆ กันหลายคน และที่สำคัญมีประเทศที่มีชื่อเหมือนกันอีกประเทศหนึ่งซึ่งอยู่ข้างบน ต่อท้ายชื่อประเทศว่า “เหนือ” เท่านั้น
แต่ประวัติศาสตร์เกาหลีที่มีมายาวนานต่างหากที่ผมบอกว่าแปลก เกาหลีผ่านเรื่องราวที่ค่อนข้างโลดโผน (ส่วนใหญ่ประเทศที่อยู่แถบนั้นก็มีประวัติโลดโผนทั้งสิ้น ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด) แบ่งเหนือแบ่งใต้กันเสร็จนึกว่าจะจบตอนนี้แบ่งข้างกันอีกว่าจะอยู่เหนือหรือจะอยู่ใต้ ซึ่งมันแปลกพอดู
ผมไปเกาหลี (ใต้) ช่วงที่เกาหลียังไม่บูมในบ้านเราเท่าไหร่ ตอนนั้นญี่ปุ่นบูมก่อนและกำลังบูม ตอนหลังเราเบื่อญี่ปุ่นเลยมาบูมเกาหลีแทน (ส่วนไทยเรานั้นเราเบื่อตัวเราเองมานานพอๆ กับที่เรารู้ว่าเราเป็นไทยและพรรคพวกเราแถบนี้ก็เบื่อเรา พอๆ กับที่เราเบื่อตัวเราเอง) ซึ่งอิทธิพลของการ “เกาหลีฟีเวอร์” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเลยทีเดียวเทียว
เมื่อก่อนหลักสูตรนานาชาติของโรงเรียนนานาชาติคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีนและญี่ปุ่น ตอนนี้มีเกาหลีมาเสริมแนวรบอีกฝั่งด้วย ซึ่งผมพูดได้เต็มปากเลยว่า “นานาชาติ” จริงๆ
ตัวผมเองไหลไปกับกระแสเกาหลีมาได้พักหนึ่ง แต่ว่าจะพูดตามจริงก็คือผมชะโลมเลียแต่กระพี้ของกระแสที่ว่าเท่านั้น (เหมือนกับที่ผมหลงไหลไปกับกระแสอื่นๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของผม) นั่นคือผมเสพละครเกาหลีอยู่ตอนนี้
(เฮ……เข้าเรื่องแล้วโว้ย)
เรื่องแรกที่ผมดูก็ต้องอมตะละครซีรี่ย์แห่งสหัสวรรษที่เข้ามาตีตลาด “ดราม่า” แห่งสยามประเทศ นั่นคือ ”แดจังกึม” ผมดูเรื่องนี้ตอนที่เขาพูดกันว่าดีและดี และก็ดีมาได้ปีกว่าแล้ว ซึ่งผมก็พูดตามพวกเขาเหล่านั้นว่าดีไปด้วย
ต่อจากนั้นก็ห่างหายจากเกาหลีไปนานเพราะมีอันต้องมนต์สะกดจากรักแรกนั่นคือการดวดสุรา มาอีกทีก็โผล่มาเป็นลีซานเลย ลีซานทำให้ผมได้รับรู้อุปเท่ห์เล่ห์กลของมนุษย์ดั่งที่สุนทรภู่ จรดน้ำหมึกลงบนกระดาษเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้านี้ว่ามันเป็นเยี่ยงไร
ห่างหายไปนานก็มาตกหลุมรักกับ “จามอง” เข้าจังเบ้อเร้อ ทำให้นึกไปถึงความรักที่ผลิดอกแต่ไม่เคยออกผลเมื่อช่วงเป็นวัยรุ่นหนุ่มฉกรรจ์
ตอนนี้มีเรื่องที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างเหลือร้าย ผ่านทางจอโทรทัศน์ของเจ้าของที่เพิ่งจะถูกเผาที่ทำงานย่านพระรามที่สี่เมื่อไม่นานมานี้ (ซึ่งคงเป็นเครื่องการันตีได้ว่าโทรทัศน์ช่องนี้ร้อนแรงประดุจเพลิงเผา) คือเรื่อง “ซอนต๊อก”
ซอนต๊อกคือชื่อพระราชินีแห่งอาณาจักรชิลลา ซึ่งเป็นหนึ่งในแคว้นทั้งสามของภูมิภาคเกาหลีอันประกอบไปด้วยโกคูรยอน แพคเจและชิลลา ซอนต๊อกเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นที่เป็นหญิงองค์แรกแห่งอาณาจักรที่ว่านี้
เรื่องราวของละครมันก็ไม่เหมือนประวัติศาสตร์เสียทีเดียว แต่ก็อย่างที่เขาว่าเอาไว้ ละครมักสร้างมาจากเรื่องจริง จะกี่มากน้อยนั่นก็อีกเรื่อง
แล้วเรื่องที่ผมจะเล่ามันคืออะไร?…………….. เอาเป็นว่าผมจะขอเล่าเพื่อปูความรู้ไปสู่เรื่องที่ผมจะสื่อ ให้ทุกคนมีพื้นฐานที่เท่าเทียมกันเสียก่อน เรื่องมีอยู่ว่า
ในสมัยพระเจ้าจินฮึง พระราชาองค์ที่ ๒๔ แห่งแคว้นชิลลา ได้ก่อตั้งและสถาปนากองกำลังทางทหารที่เข้มแข็งในประวัติศาสตร์ของชิลลา ซึ่งตามประวัติศาสตร์ถูกขนานนามว่าฮวารัง เป็นกองกำลังที่พระเจ้าจินฮึงก่อตั้งมาเมื่อครั้งที่สู้รบกับพระเจ้าเซอุงแห่งแค้วนแพคเจจนในสมัยของพระองค์ได้มีการขยายดินแดนไปกว้างใหญ่ไพศาล
พระเจ้าจินฮึงมีนางสนมคนสนิทและเป็นหัวหน้าองครักษ์ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง มีชื่อว่า “มีซิล” มีซิลนี้เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและมีความสามารถด้านการสู้รบที่เหนือกว่าเหล่าแม่ทัพนายกองหลายคน ที่สำคัญนางเป็นคนที่สวยมาก จนพระเจ้าจินฮึงตั้งฉายาว่า “หญิงงามแห่งชิลลา” ซึ่งมีซิลกล่าวในภายหลังว่าเป็นฉายาที่พระเจ้าจินฮึงทรงตั้งเพื่อเตือนสติว่าตนเองเป็นหญิงและสำหรับคนที่องครักษ์ด้วยแล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
มีซิลหวังใจว่าตนเองนั้นจะสามารถเป็นพระมเหสีให้ได้ในอนาคตและอยู่เคียงข้างพระเจ้าจินฮึงตลอดไป จะด้วยความรักหรือความมักใหญ่ไฝ่สูงก็ตามแต่ ทำให้เมื่อพระเจ้าจินฮึงจะเสด็จสวรรคตความรักที่มีต่อพระเจ้าจินฮึงหรือไม่ก็ความทะเยอทะยานแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น พอได้ฟังรับสั่งของพระเจ้าจินฮึงที่มีต่อนางว่าให้ไปบวชและห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกภายหลังที่พระองค์สวรรคต และเมื่อนางได้รู้ว่าพระเจ้าจินฮึงได้มีรับสั่งถึงแม่ทัพซอวอน (คนสนิทและสามีอีกคนของนาง) ให้ประหารชีวิตนางเสียหลังจากที่พระองค์สวรรคตเพราะรู้แน่ว่านางจะไม่มีวันทำตามอย่างที่ได้รับปากพระองค์เอาไว้เป็นแน่แท้
เรื่องราวมันน่าจะจบเสียตั้แต่ตอนนั้นหากมีซิลคิดจะตั้งตนเป็นพระราชาเสียเองและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเหมือนอย่างคนที่มีตำแหน่งพระราชาเขาทำกัน แต่นางกลับไม่กล้าแม้กระทั่งคิด ใจนางหวังเพียงตำแหน่งพระมเหสีเท่านั้น ทำให้ราชโองการของพระเจ้าจินฮึงที่จะแต่งตั้งเจ้าชายแพคจองขึ้นเป็นรัชทายาทสืบต่อจากพระองค์ นางได้เป็นผู้เก็บงำเอาไว้และร่วมมือกับเจ้าชายกึมยูน พระโอรสองค์รองของพระเจ้าจินฮึง (พระเจ้าอาของเจ้าชายแพคจอง) ให้ได้ขึ้นเป็นพระราชาองค์ต่อไป มีพระนามว่าพระเจ้าจินจิและความฝันที่จะเป็นพระมเหสีของนางก็สว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง
เจ้าชายกึมยูน (พระเจ้าจินจิ) ที่หวังจะเป็นพระราชาก็สมยอมกับมีซิลเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตนจะได้ครองราชสมบัติเป็นพระราช มีซิลก็ได้อยู่กินกับพระเจ้าจินจึงจนตั้งครรภ์ แต่ไม่นานพระเจ้าจินจิที่นางหวังไว้ว่าจะแต่งตั้งนางให้เป็นพระมเหสีนั้นกลับไม่แต่งตั้งนางตามที่ตกลงกันเอาไว้ นางจึงได้นำทหารองครักษ์และขุนนางที่สนับสนุนตนเองก่อกบฏ และถอดถอนพระเจ้าจินจิโดยนำราชโองการที่พระเจ้าจินฮึงมีเมื่อครั้งก่อนสิ้นพระชนม์และแต่งตั้งตั้งให้เจ้าชายแพคจองเป็นรัชทายาทสืบต่อจากตนขึ้นมาประกาศ ทำให้เจ้าชายแพคจองซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงวัยรุ่นและแต่งงานมีภรรยาแล้วได้รับการสถาปนาเป็นพระราชามีพระนามว่าพระเจ้าจินพยอง
ซึ่งก็เหมือนกับที่นางเคยตั้งเป้าไว้เช่นกันคือ เมื่อนางสนับสนุนเจ้าชายแพคจอง (พระเจ้าจินพยอง) ขึ้นเป็นรัชทายาทและสืบราชสมบัติแล้ว นางก็จะเป็นพระมเหสีของพระเจ้าจินพยอง (ซึ่งอายุห่างกันเป็นสิบปี) แต่กาลกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ (เหมือนลิเกเข้าไปทุกที) เพราะภรรยาที่อยู่กินของเจ้าชายแพคจองที่มีซิลคิดกำจัดก่อนที่เจ้าชายแพคจองเป็นพระราชานั้นได้กลับมาในห้วงเวลาเดียวกับที่นางจะได้รับการสถาปนาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าจินพยองพอดิบพอดี ทำให้แผนการที่นางวางเอาไว้มาช้านานก็ยังไม่บรรลุผล
ในระหว่างนั้นและก่อนหน้านั้นนางได้แต่งงานกับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เพื่อที่จะปูทางในอนาคตหากพระเจ้าจินพยองไม่มีบุตรหรือหารัชทายาทไม่ได้ ก็จะได้ให้เสนาบดีคนนี้ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นพระราชาเสียเองและตนที่เป็นภรรยาก็จะได้เป็นพระมเหสี
ซึ่งแผนการที่นางวางเอาไว้อย่างรัดกุมและไม่มีจุดบกพร่องมาอย่างยาวนานและชาญฉลาดนั้น ไม่สมประสงค์ตามที่นางหวังเอาไว้ได้เลยแม้แต่เพียงน้อยนิด

หลังจากพระเจ้าจินพยองได้ภรรยาที่ถูกมีซิลจับตัวไปกลับมามีนามว่าพระนางมายาขึ้นเป็นพระมเหสีแล้ว พระมเหสีก็ได้ประสูติธิดาแฝดขึ้นมา ซึ่งตามคำทำนายของปฐมกษัตริย์ที่ว่าหากมีธิดาแฝดเกิดขึ้นจะทำให้ทายาทชายสูญสิ้น นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดของ “ซอนต๊อก”
เรื่องราวต่อจากนั้นก็เหมือนกับซีรี่ย์เกาหลีเรื่องอื่นๆ ที่มีดีมีร้าย ใช้ความฉลาดมีไหวพริบเข้าห้ำหั่นกัน และสุดท้ายก็เป็นไปตามที่ทุกคนหวังเอาไว้
มีซิลหรือท่านเซจูในเรื่องซอนต๊อกนี้เป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลม อาศัยความกลัวและความไม่รู้ของผู้คนสร้างอำนาจและบารมีให้กับตนเอง สถาปนาตนเองเป็น “ธิดาเทพ” ใช้วิทยาศาสตร์สร้างเรื่องให้เป็นไสยศาสตร์ เพื่อประโยชน์ของตนเองและเป้าหมายที่ตนเองวางเอาไว้ อาศัยความไม่รู้และความกลัวในการสร้างฐานอำนาจและปกครองประชาชน โดยไม่ยินดียินร้ายต่อเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่ประชาชนแม้แต่น้อย
อาศัยสิ่งต่างๆที่กล่าวมาสร้างอิทธิพลและชักจูงความคิดของคนในสังคมให้คิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ มีอำนาจเหนือกว่าผู้คนปกติทั่วไป สุดท้ายทั้งหมดแม้จะหลงเหลือประโยชน์ที่ไปถึงประชาชนบ้างก็เพื่อประโยชน์แห่งตนเองทั้งสิ้น
มีซิลคือผู้นำที่ชาญฉลาดและมีไหวพริบ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ ผู้นำเช่นนี้คือผู้นำที่ทุกคนสามารถเรียกว่าวีรบุรุษหรือวีรสตรีได้ แต่มีซิลไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางไม่ได้เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ นางไม่ใช่ผู้นำด้วยซ้ำ นางเป็นได้เพียงแค่จุดสูงสุดของความกลัวและเป็นได้เพียงยอดของมงกุฎแห่งเผด็จการเท่านั้น
Popularity: 47% [?]